ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

3/11 "ศิลปะการโค้ชแบบวิถีเซน" อ. ดร. วรภัทร์ ภู่เจริญ 2016 เนเธอร์แลนด์

ศิลปะการสอนที่ดีที่สุดคือการประยุกต์ Facilitating, Coaching, Mental (ข้อ 1,2,3) ตามแต่สถานการณ์ โดยจะสอนแบบไม่สอน (จะไม่ใช้วิธีแนะนำ, สอน หรือบอกให้ทำนู่นนี่) แต่ใช้วิธีการตั้งคำถาม ด้วย Solutions Base (ทำจิตให้ว่างแล้วคิดถึงแนวทางการแก้ไขปัญหา เช่น ถ้าลองแบบนี้จะเป็นอย่างไร แบบนั้นได้ไหม แบบนี้หละ แบบนั้นหละ เป็นต้น) ไม่ใช่ Problem Base (คิดแต่ปัญหา ขุดปม ขุดอดีตมาร้องไห้ เป็นต้น) ศิลปะการสอนมีดังนี้

1. Coaching > เพื่อเปิดศักยภาพผู้ฟัง (Open Potential) โดยการคุย 1:1 หว่านล้อมให้เปิดใจ แล้วพยายามสอดแทรกเนื้อหาโดยที่เขาไม่รู้ตัวด้วยการตั้งคำถามที่ทรงพลัง เพื่อให้เขาเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่าง, เพื่อให้เขาพัฒนา เป็นต้น ศิลปะการ Coach มีหลัก 11 ข้อ (11 Core Competencies) ในการ Coaching ดังนี้

    1.1 Ethics > เราต้องมีจรรยาบรรณ หรือจริยธรรม ระหว่างผู้โคชและผู้ถูกโคช เช่น ไม่ไปเล่า หรือนินทาความลับของผู้ถูกโคช
    1.2 Agreements / Ground Rules > คือการ Clarify your goal บอกให้รู้ก่อนว่าเราจะทำอะไร
    1.3 Rapport (80% ของการ Coaching อยู่ที่ Rapport) > Appreciate ผู้ฟัง หรือตีซี้ (คำพูดแบบไหนทำให้เขา Trust) คือทำตัวเองให้เขาไว้ใจเรา โดยดูจาก Body Language เขา เช่น
    - พอเขาพูดว่า มันเป็นความผิดพลาดของเขาเอง เราก็พูดว่า มันไม่ใช่ความผิดพลาดหรอก มันอาจขะเป็นความไม่รู้ หรือ อย่าเรียกว่ามันเป็นความผิดเลย เพราะถ้าเขาสนิทกับคุณ นั่นมันเรียกว่าความหวังดี หรือเขาจะรู้ว่าคุณหวังดี หรือ เราก็ผิดพลาดเหมือนกับเธอเลยในตอนนั้น(ที่เกี่ยวกับเขา) เพื่อให้เขารู้สึกว่าเราเป็นพวกเขา
    - Parafacing (การเลียนแบบ Body Language ของเขา ทั้งคำพูด กริยา ท่าทาง เพื่อจะได้รู้สึกว่าเขากำลังรู้สึกอะไร และเพื่อให้เขารู้สึกว่าเราเป็นพวกเดียวกับเขา) เช่นพูดทวนสำนวนเขา (เทคนิคของ NLP) เขาจะรู้สึกว่าเราเป็นกระจกเงาให้แก่เขา โดยเราจะพูดทวนคำพูดของเขาในอีกสำนวนนึง เพื่อให้เขา Rapport เราเองโดยที่ไม่รู้ตัว
   - พูดว่าฉันเห็นความรู้สึก(ความเจ็บปวด, ดีใจ) ของคุณนะ ทั้งสีหน้า และท่าทาง และฉันเข้าใจ
   - พูดว่า คุณสัมผัสใจตัวเองได้ไหม ที่คุณกำลังรู้สึกอย่างนี้เนี่ย มันเกิดจากอะไร และมันเป็นความรู้สึกอย่างไร
    1.4 สติ (No Emotion) ถ้าเรานิ่ง เราถึงจะดูออกว่าเขาไม่นิ่ง ถ้ามีข้อ 1.4 จะมีข้อ 1.5 เอง
    1.5 Deep Listening หรือ Deep Feeling with Empathy ฟังด้วยใจโดยไม่ต้องไปแนะนำ แล้วเราจะรู้ว่าเขารู้สึกอะไร เพราะการแนะนำให้เขาทำอะไรบางอย่าง มันจะปิดกั้นความเข้าใจความรู้สึกซึ่งกันและกัน ซึ่งเขาจะต่อต้าน (ฟัง Emotion เขา ไม่ใช่ฟัง Reason) ฟังแบบไม่ตีความ (ไม่ส่งจิตออกนอกไปตัดสิน) ฟังแบบดำดิ่งลงไปดูที่ใต้ภูเขาน้ำแข็งของเขา (จิตใต้สำนึก) ว่า Mindset เขาเป็นอย่างไร อารมณ์เขาเป็นอย่างไร เขามีปมอะไร มี Goal อะไร เป็นต้น เพื่อเข้าใจเขาจริงๆว่าสิ่งที่เขาแสดงออกนั้น เขาต้องการจะสื่ออะไร โดยเราจะต้องรู้สึกถึงอารมณ์ที่เขากำลังรู้สึกอยู่ด้วย เพราะสิ่งที่เขาพูดเป็นแค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง
       การเป็นผู้ฟังที่ดี (ฟังด้วยใจ ไม่ใช้เหตุผล แล้วเราจะรู้ว่าเขารู้สึกอะไรในตอนนั้นเอง) เราต้องทำให้เขามีพื้นที่ยืน ทำให้เขารู้สึกมีคุณค่า โดยการ Deep Listenting ไม่ต้องไปสอน แนะนำ หรือบอกให้เขาทำอย่างนู้นอย่างนั้น (Just Share ur feeling) ส่วนมากคนทุกคน พอรับฟังอะไรบางอย่าง จะตีความ+ตัดสินทันที แล้วก็แสดงความคิดเห็นเลย ไม่ปล่อยให้เขาพูดจนจบจริงๆก่อน เพราะฉนั้นถ้าเรามีสิ่งที่อยากจะแนะนำเขา และอยากให้เขารับฟังจริงๆ แล้วนำไปปฏิบัติ เราต้องสอน หรือแนะนำอย่างมีศิลปะ เพราะเราจะรู้ได้อย่างไรว่าคำแนะนำของเรามันถูกต้อง คู่ควรกับเขา ในเมื่อเรายังไม่รู้ทุกมิติในชีวิตของเขาเลย โดยการเป็นผู้ฟังที่ดีมีดังนี้
    - ค่อยๆเข้าไปอยู่ในโลกของเขา แล้วปล่อยให้เขาเป็น อย่างที่เขาต้องการ ไม่แย้งเขา แม้ว่าคำพูดหรืออาการเขาไม่ตรงกับเรา (No Judgement) เช่นเขากำลังมาปรึกษาแล้วเศร้า หรือร้องไห้ เราควรพูดว่า คุณใช้เวลาอยู่ตรงนั้นได้นะ!
    - พยายามเข้าใจเขา แม้ว่าเขาจะพูดโดยไม่มีเหตุผลเลย
    - เข้าใจเหตุผล ความคิดเห็นของเขา ทั้งๆที่มันค้านกับความรู้สึกที่แท้จริงของเรา
    - เราทราบดีว่าเขาทำให้เราเสียเวลา แต่เราก็อดทนให้เวลาแก่เขา
    - ปล่อยให้เขาตัดสินใจเอง ถึงแม้เราจะรู้สึกว่าเขากำลังตัดสินใจผิด
    - เราไม่ได้ดึงปัญหาไปจากเขา แต่เราไว้ใจให้เขาจัดการกับปัญหาของเขา ด้วยวิธีของเขาเอง
    1.6 Asking Power Question > คำถามที่โดน เจาะใจ เช่น 
    - ถามเขาว่า ถ้าย้อนอดีตได้ คุณอยากจะทำอะไร และที่คุณนึกย้อนกลับไปกลับมา มันเป็นเพราะอะไร เพื่อกระตุ้นความรู้สึกลึกของเขาออกมา
    - ถ้าเขาไม่มั่นใจ ให้ถามในลักษณะว่า ในอดีตคุณเคยสำเร็จมากี่ครั้งแล้ว เป็นต้น
    - ถามเพื่อให้เขาตัดสินใจเลือกเอง เช่น อะไรเป็น Thread Opportunity ของคุณ เป็นต้น
    1.7 Direct Communication > บอกตรงๆ
    1.8 Coachie Awareness (สัปปะยะ) > การเหนี่ยวนำให้ผู้ถูกโคช ได้สติด้วย (แต่เราต้องมีสติก่อน) จะสังเกตุผู้ถูกโคชได้จาก
    - Awakening ผู้ถูกโคชตื่นตัวแล้ว
    - Responsibility ผู้ถูกโคชเห็นความรับผิดชอบแล้ว
    - Self Believe ผู้ถูกโคชรู้สึกว่าเขาทำได้แล้ว
    1.9 Options > สร้าง Option แบบ Solution Base ให้แก่ผู้ถูกโคช และให้เขาตัดสินใจเลือกเอง
    1.10 Goals > ให้ผู้ถูกโคช Set Goal ของเขาเอง (แต่ต้องเป็น Goal ที่สามารถยืดหยุ่นได้)
    1.11 Follow up > ติดตามผล

ถ้า Coach ไม่ได้ ให้ถอยไปเป็น Mental หรือ Facilitator

2. Facilitating > คือการ Change Behavior without telling จะใช้การหลอกให้ทำบางสิ่งบางอย่าง เพื่อให้เขาได้เรียนรู้อะไรบางอย่าง จะไม่สอนตรงๆ (ไม่ Teaching) เช่น ฝึกไวเบรต เพื่อจะได้ฝึกสติ 

3. Mental > Storytelling , Experience สอนโดยการเล่านิทาน, เรื่องสมมติ หรือประสบการณ์บางอย่างที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสิ่งที่อยากจะสอนให้คนฟังฟัง พอเล่าไปซักพัก คนฟังจะรู้ว่าหมายถึงตัวเขาเอง

4. Teaching > คนฟังจะต้องศรัทธาผู้สอนมากๆ เขาจึงจะฟัง และยอมปฏิบัติ

ความคิดเห็น