ลองจินตนาการถึง...ต้นปาล์มสูงใหญ่ ที่ยืนท้าแดดท้าลมอยู่เป็นเวลานานแล้ว...บางทีอาจจะสิบปี บางทีอาจจะยี่สิบปี หรือมากกว่านั้น ในวันทั่วๆไป ต้นปาล์มที่สูงใหญ่ก็ยืนต้นตระหง่านอยู่แบบนั้น แต่เมื่อวันใดที่พายุโหมกระหน่ำ มันก็จะไหวลูไปตามลม...เดี๋ยวก็โยกไปทางโน้น เดี๋ยวก็เอนไปทางนี้...
ดร.เวน บอกว่า มันเป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่ทำให้ท่านได้ตระหนักรู้ถึงการมีชีวิตว่า จริงๆ แล้วหนทางที่จะมีความสุขได้ บางครั้งมันก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปเอาชนะ...ด้วยการฝืนอย่างหนักก็ได้
ชีวิต...บางครั้งเราก็ไม่ต้องเพิ่มมันด้วยการหาทุกสิ่งทุกอย่างที่ตัวเองต้องการมาเติมให้เต็มหรอก
ชีวิต...มันไม่ได้เร่งรีบขนาดที่ว่าจะต้องทำทุกสิ่งทุกอย่างให้เสร็จ ให้ตรงเวลาให้ได้ ทุกอย่าง!
มีประโยคหนึ่งที่บอกเอาไว้ว่า "เราไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลย...เราแค่ปล่อยให้มันสำเร็จไป ก็เท่านั้นเอง" ลองมองดูตัวเองขณะนี้ดูว่า เราเองยังมีชีวิตอยู่ ถ้าเรายิ้ม เราก็พอที่จะรู้สึกเป็นสุขได้...แล้วไอ้เรื่องแย่ๆเมื่อวานนี้มันอะไรกัน เรามัวไปกังวลสนใจมันอยู่ทำไมกัน
ได้เวลาที่เราจะย้ายตัวเองออกจากความแข็งทื่อ มาเป็นการยื่ดหยุ่นได้แล้ว
ท่านบอกว่า เต๋า ได้สอนท่านหลายอย่างด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องการอย่าพยายามเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับทุกอย่าง แต่ปล่อยให้ทุกอย่างได้ดำเนินไปตามวิถีของมัน อย่าไปฝีนจนเกิน อย่าไปบังคับจนเกินไป...
เราไม่สามารถควบคุมจักรวาล เพื่อที่จะทำให้มันดีขึ้นได้
ทุกๆสิ่งภายใต้สวงสวรรค์นี้ เปรียบเสมือนกับเรือแห่งความลับที่ไม่สามารถควบคุมได้ และการยิ่งเข้าไปควบคุม ยิ่งจะนำไปสู่หายนะ ยิ่งพยายามไขว่ขว้า...เรายิ่งสูญเสีย
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น