เมื่อมีคำถามว่าวิทยาศาสตร์คืออะไรนะครับ
บางท่านก็อาจจะบอกว่า ก็คือธรรมชาติรอบตัวเรา
หรือว่าสิ่งแวดล้อมต่างๆ จริงๆแล้วในมุมของ
วิทยาศาสตร์เนี่ย
เวลาเราบอกว่าวิทยาศาสตร์คืออะไร
ถ้าเราบอกว่านั่นคือศาสตร์ที่เกี่ยวกับธรรมชาติรอบตัวเรา
อันนั้นมันเป็นเพียงส่วนหนึ่ง และถือว่าอาจจะเป็นส่วนน้อย
ของความสำคัญของวิทยาศาสตร์ แท้ที่จริงแล้ว
วิทยาศาสตร์เนี่ย จะมุ่งเน้นไปที่กระบวนการ
หรือวิธีการ ในการทำความรู้ ความเข้าใจ
สืบเสาะแสวงหา ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติ
และสิ่งต่างๆรอบตัวเรา มันเป็นกระบวนการหรือวิธีการ
ที่เป็นสัญลักษณ์หรือเป็นจุดสำคัญของวิทยาศาสตร์
หลายท่านอาจเป็นพอได้ยินได้ฟังมาว่า
กระบวนการเรียนรู้โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ มีการเปลี่ยนแปลง
มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะศตวรรษที่ 17
ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่เปลี่ยนผ่านจากกระบวนการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ที่เน้นเกี่ยวกับการอ่าน ความเชื่ออย่างเช่น
เราเชื่อนักปราชรุ่นเก่าๆนะครับ นักปราชยุคก่อน
ว่าเราจะอธิบายอะไรแล้ว เราก็เชื่อตามสิ่งที่เขาคิด
สิ่งที่เค้าทำมา แต่เราเปลี่ยนผ่านมาเป็นการทดลอง
และมุ่งที่หลักฐาน เพื่อพิสูจน์ สิ่งที่เราต้องการ
อยากรู้อยากหาคำตอบ เทคโนโลยี เทคโนโลยีอื่นๆ
เรามุ่งเน้น ในส่วนที่เกี่ยวกับประยุกต์ ของวิทยาศาสตร์
ผมยกตัวอย่างแล้วกันนะครับ ผมยกตัวอย่างว่า
สมมุติว่าเรามีความรู้ความเข้าใจที่ว่าด่างเนี่ย
สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ ต่อมาจากความรู้เหล่าเนี้ย
เรามาสร้างเป็นยาสีฟัน ยาสีฟันนั้นคือเทคโนโลยี
เทคโนโลยีที่ง่ายกว่านี้ก็เช่น ดินสอ ปากกา ยางลบ
อุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ แม้กระทั่งไฮเทค
ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ หรือเครื่องมือ
ที่ใช้ในการสำรวจดวงดาวต่างๆ หรือว่าเป็นเทคโนโลยี
ที่ซับซ้อนขึ้นไป สำหรับเทคโนโลยีเนี่ย ในปัจจุบัน
ต้องถือว่าเป็นเทคโนโลยีสำคัญ ที่ใช้ในการเรียนรู้
และใช้ในการดำรงชีวิต ต่อไปเป็นคณิตศาสตร์ Mathematics
คณิตศาสตร์เนี่ย จริงๆแล้วคณิตศาสตร์
กับวิทยาศาสตร์เนี่ยอยู่กับเรามานาน และอยู่ด้วยกันมานาน
แต่หลายท่านอาจจะเข้าใจและคิดว่า คณิตศาสตร์นั้นคือตัวเลข
คณิตศาสตร์ก็คือการหาเปอร์เซ็นต์ร้อยละ
การบวกเลขบวกลบคูณหารต่างๆ แต่เนื้อแท้ของวิทยาศาสตร์
จริงๆแล้ว เป็นเกี่ยวกับกระบวนการคิด หรือวิธีคิด
แบบคณิตศาสตร์
สิ่งที่เราเรียกว่า Logical thinking หรือการคิดที่เชื่อมโยง
เหตุไปหาผล อย่างเช่นเราบอกว่าจาก 1 ไป 2
และเพิ่มทีละ 1 จาก 2 ไป 3 และเพิ่มทีละ 1 จาก 3 ไปเป็นอะไร
เป็น 4 เพราะว่า จาก 3-4 เพิ่มทีละ 1
เหมือนอย่างที่ผมยกตัวอย่างแล้วกัน แอบเปิ้ล 1 ผล
บวกแอปเปิ้ล 2 ผล เราได้แอปเปิ้ล 3 ผล
แจกัน 1 อัน บวกแจกัน 2 อัน เราได้แจกัน 3 อัน
สมมุติว่าผมมี 1 ส่วน 2 บวก 2 ส่วน 2 ถ้าให้เดา
เมื่อ 1 เจอ2 ก็ต้องเป็น 3 ส่วน 2
หลายคนสามารถตอบคำถามนี้ได้ซึ่งเป็นเรื่องเศษส่วน
โดยไม่จำเป็นต้องเรียนเรื่องเศษส่วนเลย เพียงแต่เราคิด
หาแพทเทิร์นหารูปแบบต่างๆ
คือเป็นหัวใจของวิชาคณิตศาสตร์ ก็คือการคิดเชิงตรรกะ
การคิดที่มองไม่เห็นรูปแบบ แบบแผน แพทเทิร์น
แล้วเชื่อมโยงจากเหตุไปหาผล
และตัวเลขเป็นเครื่องมือที่เอามาใช้ในการสื่อสาร
มาใช้เป็นเครื่องมือในการ แก้ปัญหาต่างๆ
อันนี้คือหัวใจของวิชาคณิตศาสตร์ และสำหรับสะเต็มแล้ว
สิ่งที่เข้ามาและพยามดึงเข้ามาใกล้ชิดกับเรามากขึ้น ก็คือ
สิ่งที่เราเรียกว่าเอ็นจิเนียริ่ง หรือวิศวกรรม
วิศวกรรมศาสตร์เนี่ย ต้องบอกว่า จริงๆก็อยู่คู่เรามานาน
ยกตัวอย่างเช่นในอดีตที่ผ่านมา เราเริ่มตั้งแต่สร้างที่อยู่อาศัย
ก่อนจะสร้างเราต้องคิดออกแบบ หารูปทรงต่างๆที่มันเหมาะ
การคิดที่เรามองถึงรูประบบต่างๆ อย่างครบองค์
มองทั้งระบบ มองทั้ง SYSTEM ถ้ามีอะไรผิดปกติ ส่วนใดส่วนนึง
ก็อาจจะมีผลทั้งระบบ ทั้งSYSTEM เพราะฉะนั้นการคิด
ในเชิงลักษณะที่ เรียกว่า SYSTEM THINKING หรือการคิดที่
เชื่อมโยงให้เห็นทั้งระบบ โดยภายใต้กระบวนการ
ของการคิด ที่ไม่ว่าจะเป็นในการคิด Logical thinking
เชื่อมโยงเหตุและผล หรือการคิดที่เกี่ยวกับการคิดเชิง
สร้างสรรค์ หรือ Creative thinking เหล่านี้ เป็นสิ่งสำคัญที่
วิศวกร นำมาใช้ ในการสร้าง หรือการ Create สิ่งต่างๆ
แต่ถ้าเรามองการทำงานของวิศวกรแล้วเราจะเห็นว่า
วิศวกรต้องกระบวนการทางวิศวกรรมเนี่ย วิศวกรต้อง
เข้าใจปัญหาที่ชัดเจนที่เค้ากำลังทำอยู่ และเค้าเข้าใจ
วัตถุประสงค์ ที่เค้าต้องการทำอยู่
จากนั้นสิ่งเหล่านี้ทำให้เค้าแปลความหมายได้ว่า
วัสดุอุปกรณ์อะไรที่ต้องใช้ ใช้ภายใต้ขีดจำกัดอะไร
เค้าต้องการสร้างบ้าน สร้างบ้านขนาดไหน สร้างบ้านภายใต้
วัสดุอะไร ภายใต้เงื่อนไขอะไร
สิ่งเล็กๆเป็นองค์ประกอบสำคัญที่
การทำงานทางวิศวกรรมศาสตร์ต้องเอามาใช้ ดังนั้นหัวใจ
ของสะเต็ม อย่างน้อยเรามองว่า
ถ้าเราสามารถเรียนรู้ โดยบูรณาการศาสตร์ทั้ง 4 อย่าง
ไม่ว่าจะเป็น S - science T - technology E - engineering
และ M - Mathematics เข้าด้วยกันได้ ผู้เรียนก็จะสามารถ
ไม่ใช่แต่จะสามารถรู้และเข้าใจเท่านั้น
แต่จะยังสามารถ นำไปประยุกต์ใช้ นำไปวิเคราะห์
และสามารถสร้างสิ่งใหม่ๆให้เกิดขึ้นได้
ครับอันนี้คือเป็นสิ่งสำคัญที่เรา ควรจะมีความรู้
ความเข้าใจมากยิ่งขึ้น เกี่ยวกับตัว S T E M
#PsyBabNee | #STEM | #การศึกษา | #การเรียนรู้ | #ปัญญา | #JitFin
บางท่านก็อาจจะบอกว่า ก็คือธรรมชาติรอบตัวเรา
หรือว่าสิ่งแวดล้อมต่างๆ จริงๆแล้วในมุมของ
วิทยาศาสตร์เนี่ย
เวลาเราบอกว่าวิทยาศาสตร์คืออะไร
ถ้าเราบอกว่านั่นคือศาสตร์ที่เกี่ยวกับธรรมชาติรอบตัวเรา
อันนั้นมันเป็นเพียงส่วนหนึ่ง และถือว่าอาจจะเป็นส่วนน้อย
ของความสำคัญของวิทยาศาสตร์ แท้ที่จริงแล้ว
วิทยาศาสตร์เนี่ย จะมุ่งเน้นไปที่กระบวนการ
หรือวิธีการ ในการทำความรู้ ความเข้าใจ
สืบเสาะแสวงหา ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติ
และสิ่งต่างๆรอบตัวเรา มันเป็นกระบวนการหรือวิธีการ
ที่เป็นสัญลักษณ์หรือเป็นจุดสำคัญของวิทยาศาสตร์
หลายท่านอาจเป็นพอได้ยินได้ฟังมาว่า
กระบวนการเรียนรู้โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ มีการเปลี่ยนแปลง
มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะศตวรรษที่ 17
ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่เปลี่ยนผ่านจากกระบวนการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ที่เน้นเกี่ยวกับการอ่าน ความเชื่ออย่างเช่น
เราเชื่อนักปราชรุ่นเก่าๆนะครับ นักปราชยุคก่อน
ว่าเราจะอธิบายอะไรแล้ว เราก็เชื่อตามสิ่งที่เขาคิด
สิ่งที่เค้าทำมา แต่เราเปลี่ยนผ่านมาเป็นการทดลอง
และมุ่งที่หลักฐาน เพื่อพิสูจน์ สิ่งที่เราต้องการ
อยากรู้อยากหาคำตอบ เทคโนโลยี เทคโนโลยีอื่นๆ
เรามุ่งเน้น ในส่วนที่เกี่ยวกับประยุกต์ ของวิทยาศาสตร์
ผมยกตัวอย่างแล้วกันนะครับ ผมยกตัวอย่างว่า
สมมุติว่าเรามีความรู้ความเข้าใจที่ว่าด่างเนี่ย
สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ ต่อมาจากความรู้เหล่าเนี้ย
เรามาสร้างเป็นยาสีฟัน ยาสีฟันนั้นคือเทคโนโลยี
เทคโนโลยีที่ง่ายกว่านี้ก็เช่น ดินสอ ปากกา ยางลบ
อุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ แม้กระทั่งไฮเทค
ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ หรือเครื่องมือ
ที่ใช้ในการสำรวจดวงดาวต่างๆ หรือว่าเป็นเทคโนโลยี
ที่ซับซ้อนขึ้นไป สำหรับเทคโนโลยีเนี่ย ในปัจจุบัน
ต้องถือว่าเป็นเทคโนโลยีสำคัญ ที่ใช้ในการเรียนรู้
และใช้ในการดำรงชีวิต ต่อไปเป็นคณิตศาสตร์ Mathematics
คณิตศาสตร์เนี่ย จริงๆแล้วคณิตศาสตร์
กับวิทยาศาสตร์เนี่ยอยู่กับเรามานาน และอยู่ด้วยกันมานาน
แต่หลายท่านอาจจะเข้าใจและคิดว่า คณิตศาสตร์นั้นคือตัวเลข
คณิตศาสตร์ก็คือการหาเปอร์เซ็นต์ร้อยละ
การบวกเลขบวกลบคูณหารต่างๆ แต่เนื้อแท้ของวิทยาศาสตร์
จริงๆแล้ว เป็นเกี่ยวกับกระบวนการคิด หรือวิธีคิด
แบบคณิตศาสตร์
สิ่งที่เราเรียกว่า Logical thinking หรือการคิดที่เชื่อมโยง
เหตุไปหาผล อย่างเช่นเราบอกว่าจาก 1 ไป 2
และเพิ่มทีละ 1 จาก 2 ไป 3 และเพิ่มทีละ 1 จาก 3 ไปเป็นอะไร
เป็น 4 เพราะว่า จาก 3-4 เพิ่มทีละ 1
เหมือนอย่างที่ผมยกตัวอย่างแล้วกัน แอบเปิ้ล 1 ผล
บวกแอปเปิ้ล 2 ผล เราได้แอปเปิ้ล 3 ผล
แจกัน 1 อัน บวกแจกัน 2 อัน เราได้แจกัน 3 อัน
สมมุติว่าผมมี 1 ส่วน 2 บวก 2 ส่วน 2 ถ้าให้เดา
เมื่อ 1 เจอ2 ก็ต้องเป็น 3 ส่วน 2
หลายคนสามารถตอบคำถามนี้ได้ซึ่งเป็นเรื่องเศษส่วน
โดยไม่จำเป็นต้องเรียนเรื่องเศษส่วนเลย เพียงแต่เราคิด
หาแพทเทิร์นหารูปแบบต่างๆ
คือเป็นหัวใจของวิชาคณิตศาสตร์ ก็คือการคิดเชิงตรรกะ
การคิดที่มองไม่เห็นรูปแบบ แบบแผน แพทเทิร์น
แล้วเชื่อมโยงจากเหตุไปหาผล
และตัวเลขเป็นเครื่องมือที่เอามาใช้ในการสื่อสาร
มาใช้เป็นเครื่องมือในการ แก้ปัญหาต่างๆ
อันนี้คือหัวใจของวิชาคณิตศาสตร์ และสำหรับสะเต็มแล้ว
สิ่งที่เข้ามาและพยามดึงเข้ามาใกล้ชิดกับเรามากขึ้น ก็คือ
สิ่งที่เราเรียกว่าเอ็นจิเนียริ่ง หรือวิศวกรรม
วิศวกรรมศาสตร์เนี่ย ต้องบอกว่า จริงๆก็อยู่คู่เรามานาน
ยกตัวอย่างเช่นในอดีตที่ผ่านมา เราเริ่มตั้งแต่สร้างที่อยู่อาศัย
ก่อนจะสร้างเราต้องคิดออกแบบ หารูปทรงต่างๆที่มันเหมาะ
การคิดที่เรามองถึงรูประบบต่างๆ อย่างครบองค์
มองทั้งระบบ มองทั้ง SYSTEM ถ้ามีอะไรผิดปกติ ส่วนใดส่วนนึง
ก็อาจจะมีผลทั้งระบบ ทั้งSYSTEM เพราะฉะนั้นการคิด
ในเชิงลักษณะที่ เรียกว่า SYSTEM THINKING หรือการคิดที่
เชื่อมโยงให้เห็นทั้งระบบ โดยภายใต้กระบวนการ
ของการคิด ที่ไม่ว่าจะเป็นในการคิด Logical thinking
เชื่อมโยงเหตุและผล หรือการคิดที่เกี่ยวกับการคิดเชิง
สร้างสรรค์ หรือ Creative thinking เหล่านี้ เป็นสิ่งสำคัญที่
วิศวกร นำมาใช้ ในการสร้าง หรือการ Create สิ่งต่างๆ
แต่ถ้าเรามองการทำงานของวิศวกรแล้วเราจะเห็นว่า
วิศวกรต้องกระบวนการทางวิศวกรรมเนี่ย วิศวกรต้อง
เข้าใจปัญหาที่ชัดเจนที่เค้ากำลังทำอยู่ และเค้าเข้าใจ
วัตถุประสงค์ ที่เค้าต้องการทำอยู่
จากนั้นสิ่งเหล่านี้ทำให้เค้าแปลความหมายได้ว่า
วัสดุอุปกรณ์อะไรที่ต้องใช้ ใช้ภายใต้ขีดจำกัดอะไร
เค้าต้องการสร้างบ้าน สร้างบ้านขนาดไหน สร้างบ้านภายใต้
วัสดุอะไร ภายใต้เงื่อนไขอะไร
สิ่งเล็กๆเป็นองค์ประกอบสำคัญที่
การทำงานทางวิศวกรรมศาสตร์ต้องเอามาใช้ ดังนั้นหัวใจ
ของสะเต็ม อย่างน้อยเรามองว่า
ถ้าเราสามารถเรียนรู้ โดยบูรณาการศาสตร์ทั้ง 4 อย่าง
ไม่ว่าจะเป็น S - science T - technology E - engineering
และ M - Mathematics เข้าด้วยกันได้ ผู้เรียนก็จะสามารถ
ไม่ใช่แต่จะสามารถรู้และเข้าใจเท่านั้น
แต่จะยังสามารถ นำไปประยุกต์ใช้ นำไปวิเคราะห์
และสามารถสร้างสิ่งใหม่ๆให้เกิดขึ้นได้
ครับอันนี้คือเป็นสิ่งสำคัญที่เรา ควรจะมีความรู้
ความเข้าใจมากยิ่งขึ้น เกี่ยวกับตัว S T E M
#PsyBabNee | #STEM | #การศึกษา | #การเรียนรู้ | #ปัญญา | #JitFin
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น